บทที่ 3 การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

ระบบคอมพิวเตอร์

ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer system) ประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และ ซอฟแวร์ (Software) ดังนี้


1. ฮาร์ดแวร์

หมายถึง ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย 3 หน่วย ดังนี้

1.1 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

1.2 หน่วยความจำและจัดเก็บ (Memory and Storage unit)

1.3 หน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก (Input/Output Unit)

2. ซอฟแวร์ (Software)
2.1 ซอฟแวร์ระบบ
2.2 ซอฟแวร์อรรถประโยชน์
2.3 ซอฟแวร์ประยุกต์

1. ฮาร์ดแวร์

1.1 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

คือ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงานของคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะเรียกว่า เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ซีพียู เป็นตัวควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์ โดย จะเป็นตัวกำหนดความสำคัญของอุปกรณ์ว่าตัวใดมีความสำคัญมากกว่าซึ่งหากติดตั้งอุปกรณ์ 2 ตัวที่อินเทอรัพ, การแจ้งกับซีพียูว่าจะขอเฉพาะอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากกว่าเท่านั้น ส่วนตัวที่สำคัญน้อยกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ถ้าเราต่อการ์ดจอภาพกับการ์ดเสียงที่อินเทอรัพเดียวกัน ซีพียู จะเลือกให้ใช้ได้เฉพาะการ์ดจอภาพเท่านั้นหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำคัญมากที่สุด ของฮาร์ดแวร์เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วยได้แก่
• หน่วยคำนวณ (Arithmetic and Logical Unit :ALU) ทำหน้าคำนวณค่าทางคณิตศาสตร์และทางตรรกะกับข้อมูล
• หน่วยควบคุม (Control Unit :CU) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของส่วนต่าง ๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง และประสานงานระหว่างหน่วยความจำ หน่วยคำนวณ และตรรกะ หน่วยรับเข้า และส่งออก เพื่อให้มีการทำงานตามคำสั่งที่กำหนดในโปรแกรม
• หน่วยความจำรีจีสเตอร์ (Register) เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่อยู่ภายในหน่วยประมวลผลกลาง ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ไม่มากนัก ทำหน้าที่พักข้อมูลเพื่อรอการประมวลผลหรือคำนวณ หรือพักข้อมูลหลังจากที่ทำการคำนวณหรือประมวลผลแล้ว

ในการประมวลผลแต่ละคำสั่งของซึพียู ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงานย่อย 3 ขั้นตอนต่อเนื่องกันที่เรียกรวมว่า วงรอบเครื่องจักร (Machine cycle) ภายใต้การกำกับของหน่วยควบคุม โดย 1 วงรอบเครื่องจักรเป็นการประมวลคำสั่งในภาษาเครื่อง 1 คำสั่ง ซีพียูในปัจจุบันสามารถประมวลผลได้หลายล้านคำสั่งใน 1 วินาที

วงรอบของเครื่องจักร มีการดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. การนำคำสั่ง (Fetch) คือ ขั้นตอนการนำคำสั่งในภาษาเครื่อง 1 คำสั่ง จากหน่วยความจำมาพักไว้ในรีจีสเตอร์ พร้อมเพิ่มค่าตัวนับระบุตำแหน่งคำสั่ง (ตัวนับระบุตำแหน่งคำสั่งใช้ระบุตำแหน่งคำสั่งที่จะประมวลผลในรอบเครื่่องจักรถัดไป)
2. การถอดระหัส (decode) คือ ขั้นตอนการแปลงคำสั่ง เพื่อตีความคำสั่งให้เป็นขั้นตอนการดำเนินการย่อยที่จะนำไปปฏิบัติ
3. การกระทำ (execute) คือ ขั้นตอนการปฏิบัติตามการดำเนินการย่อยโดยหน่วยคำนวณและตรรกะ รวมทั้งนำผลลัพธ์ที่ได้ (ถ้ามี) เก็บลงในรีจิสเตอร์หรือหน่วยความจำ

ซีพียู (CPU)

ข้อมูลและการแทนข้อมูล
ข้อมูลแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ สตริง (String) จำนวน (number) เสียง (audio) ภาพนิ่ง (image) และ วิดีทัศน์ (video)

การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ใช้สัญญาณอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งมีสองสถานะ คือ ปิด และ เปิด จึงมีการกำหนดให้ใช้ตัวเลข 0 และ 1 แทนสถานะทั้งสอง และมีการกำหนดรหัสแทนอักขระด้วยชุดของตัวเลขซึ่งประกอบด้วย 0 และ 1 ซึ่งเป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสอง(ninary digit)

รหัสแทนข้อมูล
ปกติการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมี 2 สถานะคือ ปิดและเปิด จึงมีการกำหนดใช้ตัวเลข 0 และ 1 แทนสถานะทั้งสอง และมีการกำหนดรหัสแทนอักขระด้วยชุดของตัวเลขซึ่งประกอบไปด้วยเลข 0 และ 1 ซึ่งเป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสอง (binary digit) การจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์มีหน่วยเล็กที่สุดคือ บิต (bit) ซึ่งสามารถใช้แทนเลขฐานสอง 1 หลัก ไบต์ (byte) ประกอบด้วย 8 บิต ซึ่งแทนเลขฐานสองได้ 8 หลัก หน่วยความจำแต่ละไบต์จะมีหมายเลขกำกับอยู่สำหรับเรียกใช้เรียกว่า เลขที่ตำแหน่ง (address) ข้อมูลที่ป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเปลี่ยนเป็นรหัสเก็บไว้ในหน่วยความจำเพื่อใช้ในการประมวลผลต่อไป
รหัสแทนข้อมูลโดยทั่วๆ ไป ที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ รหัสแอสกี (ASCII : American Standard Code for Information Interchange) และ รหัส เอบซีดิก (EBCDIC : Extended Binary Code Decimal Interchange Code) ส่วนรหัสแทนข้อมูลที่เป็น ตัวเลข หรือ รหัสจำนวนจะมีการกำนดหลายรูปแบบ ตามชนิดของค่าของจำนวนนั้น ๆ เพื่อให้การแทนอักขระต่าง ๆ ด้วยตัวเลขฐานสอง ได้ครบจึงมีการกำหนดให้ใช้ตัวเลขฐานสอง 8 บิต ซึ่งเรียกว่า 1 ไบต์ (byte) แทนอักขระ 1 ตัว เช่น
0 = 1 บิต (bit)
1 = 1 บิต (bit)
สามารถนำมาแทนข้อมูล เช่น
01000001 = 1 ไบต์ (byte) ใช้แทนอักษร A
01000010 = 1 ไบต์ (byte) ใช้แทนอักษร B
01000011 = 1 ไบต์ (byte) ใช้แทนอักษร C
ตัวอย่าง คำว่า "CAT" เขียนแทนได้ด้วย 01000011 01000001 01010100

1.2 หน่วยความจำและจัดเก็บ (Memory and Storage unit)

หน่วยความจำ (Memory Unit) มีหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ ที่ป้อนเข้ามาเพื่อให้ส่วนประมวลผลนำไปใช้ และเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ส่วนความจำหลักของคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
1) หน่วยความจำแบบถาวร(Read Only Memory-ROM)
2) หน่วยความจำชั่วคราว (Random Access Memory-RAM)

1) รอม (Read Only Memory – ROM) หน่วยความจำอ่านอย่างเดียว เป็นหน่วยความจำแบบสารกึ่งตัวนำชั่วคราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถบันทึกซ้ำได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นหน่วยความจำที่มีซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจำประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากหน่วยความจำ (nonvolatile) โดยทั่วไปจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้ว เช่น
- เก็บโปรแกรมไบออส(Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
- ใช้เก็บโปรแกรมการทำงานสำหรับเครื่องคิดเลข
- ใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น
หน่วยความจำประเภท ROM นี้ยังแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆ ตามลักษณะการใช้งานได้หลายประเภท สำหรับเทคโนโลยีในการผลิตตัวไอซีที่ทำหน้าที่เป็น ROM มีทั้งแบบ MOS และแบบไบโพลาร์

2. แรม (Random Access Memory) แรม หรือ หน่วยความจำเข้าถึงโดยสุ่ม เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร โดยคำว่าเข้าถึงโดยสุ่มหมายความว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละตำแหน่งได้เร็วเท่าๆ กัน ซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ อย่างเทป หรือดิสก์ ที่มีข้อจำกัดของความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อกำจัดแบบรอม ที่อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว ข้อมูลในแรม อาจเป็นโปรแกรมที่กำลังทำงาน หรือข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไปทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง เนื่องจากหน่วยความจำชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น (หน่วยความจำชั่วคราว)

แรม (Random Access Memory)

รอม (Read Only Memory – ROM)

หน่วยจัดเก็บ (Secondary Storage)

หน่วยจัดเก็บ ( Secondary Storage Device ) การทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์นั้น เมื่อต้องการเก็บบันทึกข้อมูล หรือกลุ่มคำสั่งต่าง ๆ ไว้ใช้ในอนาคตจะไม่สามารถเก็บไว้ในหน่วยความจำหลักได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่เพียงพอ อีกทั้งข้อมูลที่เก็บจะหายไปเมื่อปิดเครื่อง หากต้องการเก็บข้อมูลที่มากขึ้นและเอาไว้ใช้ประโยชน์ในภายหลัง ก็จำเป็นต้องหาอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง หรือที่เรียกว่า secondary storage ปัจจุบันมีสื่อที่ผลิตมาสำหรับใช้เก็บข้อมูลสำรองหลากหลายชนิด เช่น

ฮาร์ดดิสก์ ( Hard disks ) เป็นอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลที่่จุข้อมูลมากและมีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูง ส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

CD (Compact Disc) เป็นสื่อเก็บข้อมูลด้วยแสง

อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟรช ( Flash memory device ) มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น flash drive, thumb driveหรือ handy drive

memory card ่ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลภาพถ่ายหรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ในอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาทั้งหลาย เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ

1.3 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) และหน่วยส่งออก (Output Unit)
1)
หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลหรือชุดคำสั่งเข้ามายังระบบเพื่อให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลต่อไปได้ ซึ่งอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร ภาพกราฟิก เสียง หรือวิดีโอ เป็นต้น อุปกรณ์นำข้อมูลเข้าที่พบเห็นได้ในปัจจุบันพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

แป้นพิมพ์ ( keyboard )
เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลป้อนเข้าที่เป็นตัวอักษร อักขระพิเศษ ตัวเลข รวมถึงชุดคำสั่งต่าง ๆ

เมาส์ (Mouse)
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ชี้ตำแหน่งการทำงานรวมถึงสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

จอยสติ๊ก ( Joystick )
เป็นอุปกรณ์ที่พบเห็นได้กับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเกมคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่

จอสัมผัสหรือทัชสกรีน
( Touch screen )
เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้นิ้วมือแตะบังคับหรือสั่งการไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์

พวงมาลัยพังคับทิศทาง (Wheel)
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับการเล่นเกมเหมือนกับจอยสติ๊ก

ปากกาแสง ( Light pen ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการกำหนดตำแหน่งบนจอภาพรวมถึงการป้อนข้อมูลเข้าแทนแป้นพิมพ์

ไมโครโฟน ( Microphone ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลประเภทเสียงพูดเข้าสู่ระบบ ใช้บันทึกหรืออัดข้อมูลเสียง

กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ( Digital camera ) เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลประเภทภาพถ่ายดิจิตอล

เว็บแคม ( Web cam ) เป็นกล้องถ่ายวิดีโออีกประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหว

สแกนเนอร์ (Scanner ) เครื่องอ่านหรือสแกน ทำงานจะเหมือนกับเครื่องถ่ายเอกสารคือ ใช้ลำแสงกวาดแผ่นกระดาษหรือเอกสารนั้น แล้วส่งภาพเข้าคอมพิวเตอร์

เครื่องอ่านบาร์โค้ด ( Bar code reader ) ตัวเลขของรหัสสินค้าที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของระบบสินค้า

2) หน่วยส่งออก (Output Unit)
หน่วยแสดงผล (output unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ผ่านการประมวลผล โดยจะแปลงผลลัพธ์จากสัญญาณไฟฟ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เป็นต้น อุปกรณ์หน่วยแสดงผลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

จอภาพ (Monitor)

เครื่องพิมพ์ (Printer)

ลำโพง (Speaker)

2. ซอฟต์แวร์

2. ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่ง (โปรแกรม) ที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน จัดเป็นส่วนที่เป็นนามธรรม คือ ไม่มีตัวตน ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เป็นส่วนที่จำเป็น ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์ถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์ หมายถึง ผู้ใช้งานที่ถูกต้องจะต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของซอฟต์แวร์นั้น อาจจะได้รับอนุญาต หรือ ซื้อมา ซอฟต์แวร์นั้นเราแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์อื่น

2.2 ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ช่วยในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ในหน้าที่เฉพาะด้านบางอย่าง เช่น การตรวจหาและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ การเรียงลำดับข้อมูลเป็นต้น

2.3 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ได้แก่โปรแกรมที่ใช้ทำงานตามคำสั่ง หรือตามความต้องการของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมประมวลผลคำ เช่น Word หรือโปรแกรมคำนวณ เช่น Excel เป็นต้น

ซอฟต์แวร์ระบบ
1) ระบบปฏิบัติการ เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ควบคุมจัดการฮาร์ดแวร์ ทำหน้าที่ในการเชื่อมการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ประยุกต์ จัดการกระบวนการใช้ทรัพยากรระหว่างซอฟต์แวร์ประยุกต์และฮาร์ดแวร์ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ใช้งานกับฮาร์ดแวร์

2. ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ช่วยในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ในหน้าที่เฉพาะด้านบางอย่าง เช่น การตรวจหาและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ การเรียงลำดับข้อมูล

ซอฟต์แวร์ประยุกต์

ในปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานจำนวนมาก เพื่อตอบสนองการใช้งานด้านต่าง ๆ เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้ 2 แบบดังนี้

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ตามลักษณะของแพลตฟอร์ม ซึ่งขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการที่ทำงานอยู่บนฮาร์ดแวร์นั้น ๆ ได้แก่

1) โปรแกรมประยุกต์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น Microsoft Word, Open Office, Photoshop, GIMP และเบราว์เซอร์ต่าง ๆ

2) โปรแกรมประยุกต์บนอุปกรณ์พกพา เช่น Google Docs, Google Sheets, Chrome และ Firefox Focus

3) โปรแกรมประยุกต์บนเว็บโดยใช้งานผ่านเบราว์เซอร์ เช่น Google Docs, Google Sheets, Office 365

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งอาจเป็นการใช้งานทั่วไป หรือเพื่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน

1) ซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไปในชีวิตประจำวันนอกกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้งานด้านอื่น ๆ เช่น จัดการไฟล์พีดีเอฟ จัดการสื่อสิ่งพิมพ์ จัดการข้อมูลส่วนบุคคล เกม สร้างความบันเทิง

2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับสื่อสารและทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้้ใช้สามารถสื่อสาร แบ่งปัน หรือทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้

ซอฟท์แวร์ รับ-ส่งอีเมล์ ให้บริการรับและส่งอีเมล์

ซอฟท์แวร์ จัดเก็บ/แบ่งปันเอกสาร ให้บริการพื้นที่จัดเก็บไฟล์ที่แบ่งปันกันผ่านบริการคลาวด์

ซอฟท์แวร์ จัดการพื้นที่ทำงานออนไลน์ การทำงานประมวลผลผ่านบริการคลาวด์

ซอฟท์แวร์ ส่งข้อความ ผู้ใช้ตั้งแต่ 2 คน สามารถสื่อสารกันโดยใช้การส่งข้อความ ภาพนิ่ง หรือ ภาคเคลื่อนไหว

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) . สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2562.